ปัญหาการจราจรติดขัด นับเป็นอีกหนึ่งปัญหาในประเทศไทยที่จะต้องช่วยกันคิดและแก้ไข เพื่อให้ประเทศสามารถพัฒนาและก้าวทันประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องตระหนักถึงปัญหาสำคัญข้อนี้

Uber บริษัทผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถโดยสาร และ BCG บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการระดับโลก ระบุว่า จากผลการสำรวจ ในแต่ละวันคนขับรถในกรุงเทพฯ ต้องเสียเวลากับการเดินทางรวม 96 นาที โดย 72 นาทีเป็นเวลาที่รถติดอยู่บนท้องถนน ส่วนอีก 24 นาทีนั้นก็เสียไปกับการหาที่จอดรถ ซึ่งหากคำนวณกันเป็นรายปี จะพบว่า    “ผู้ใช้รถใช้ถนนในกรุงเทพใช้เวลาประมาณ 24 วันอยู่บนถนนแห่งจราจรติดขัด” นับเป็นปัญหาที่เราต้องจัดการ ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการเพิ่มศักยภาพในการเดินทางให้มีประสิทธิภาพและสะดวกสบายมากขึ้น การพัฒนา Smart Mobility จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการยกระดับการสัญจร สามารถลดปัญหาการจราจรได้อย่างดี เพราะหากเรามี Smart Mobility หรือ ระบบการขนส่งสาธารณะ ที่ดีมีคุณภาพ ก็มีโอกาสที่ประชาชนจะหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหารถติด หรือ ลดปริมาณรถยนต์ส่วนตัวที่มีอยู่จำนวนมากบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี

Smart Mobility คือ ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนและเชื่อมโยงคนเมือง พร้อมทั้งเพิ่มความเป็นอยู่ที่ดีมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น ระบบขนส่งสาธารณะที่เพิ่มความสะดวกสบาย มีระบบการเดินทางให้เลือกอย่างหลากหลาย นอกจากนี้ Smart Mobility จะให้ผู้เดินทางเป็นศูนย์กลาง มีการเชื่อมต่อระหว่างกันในแต่ละระบบขนส่ง ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีการให้ข้อมูลข่าวสารการเดินทางและระบบการเก็บค่าบริการในระบบขนส่งประเภทต่าง ๆ ที่เชื่อมถึงกัน เพื่อให้ประชาชนสะดวกสบายที่สุด เรียกได้ว่า หากเมืองมี Smart Mobility ที่ดี ก็จะนำไปสู่ Smart City หรือ เมืองอัจฉริยะที่ยั่งยืนได้

MICE Intelligence Center ได้มีโอกาสพูดคุยกับ รศ. ดร.สรวิศ นฤปิติ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายกสมาคมระบบขนส่งและจราจร อัจฉริยะไทย หรือ ITSThailand (Thai Intelligent Transport Systems Association) มาฟังท่านดร. วิเคราะห์ถึง แง่มุม ‘การสัญจรอัจฉริยะ’ ในเมืองไทยและการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ในอนาคต



บทบาทสำคัญของ Smart Mobility ต่อ Smart City

Smart Mobility เข้ามามีบทบาทสำคัญใน ‘การพัฒนาเมือง’ สู่ความล้ำสมัยในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะหากเรามีวิธีช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของทุกคน ให้ประหยัดเวลาและเดินทางอย่างมีความสุข ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มความสะดวกสบาย และเพิ่มความสุขมวลรวมของคนในประเทศ เพราะปัจจุบันปัญหารถติดคือปัญหาอันดับต้น ๆ ของกรุงเทพฯ ดังนั้น หากมี Smart Mobility เข้ามาช่วยแก้ปัญหา ก็ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะผลักดันให้ กรุงเทพฯ เป็น Smart City ได้อย่างดีเลยทีเดียว

ความพร้อมของประเทศไทย กับแนวคิด Smart Mobility

ประเทศไทยนับว่ากำลังพัฒนาเข้าสู่ Smart Mobility ไปในระดับหนึ่งแล้ว แต่เราสามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ โดยอาจเพิ่มความสะดวกสบายในเรื่องของการวางแผนการเดินทางและพัฒนาระบบต่าง ๆ ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น รวมไปถึงการให้ข้อมูลโดยละเอียดเพื่อเป็นทางเลือกแก่นักเดินทาง เช่น การอธิบายชี้แจงวิธีการเดินทางที่ดีที่สุดผ่านแอปพลิเคชั่น หรือมีการรายงานปัญหาการจราจรแบบเรียลไทม์กับผู้เดินทางก็นับเป็นสิ่งสำคัญ

ทุกวันนี้ยังพูดได้ไม่เต็มปากว่าประเทศไทย เป็นเมือง Smart Mobility เหตุผลเพราะเรามีศักยภาพในการเป็น Smart Mobility สูง แต่ขาดเพียงเส้นทางไปข้างหน้าที่จะพัฒนาให้เรา Smart ได้กว่านี้ …

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีรถยนต์จำนวนมาก ตำรวจจราจรต้องทำหน้าที่อย่างหนักในการจัดการ แม้จะทำงานกันอย่างเต็มที่ แต่ก็มีข้อจำกัด คือ การมองเห็นการจราจรเพียงระยะสายตา หรือผ่านการติดต่อกับเจ้าหน้าที่คนอื่นผ่านวิทยุสื่อสาร โดยเราสามารถพัฒนาระบบการทำงานเหล่านี้ให้ Smart กว่านี้ได้ ซึ่งจะสามารถช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือแม้ตอนนี้หลายคนใช้ Google Map ในการวางแผนการเดินทางและหาเส้นทางที่สะดวก รวดเร็วที่สุด แต่จะมีระบบไหนไหมที่จะบอกว่าวันนี้ถนนเส้นที่ผมกลับบ้านทุกวันน้ำท่วมให้เลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นดีกว่า หรือตอนนี้รถไฟฟ้าขัดข้อง นั่งแท็กซี่ไปเร็วกว่านะ เพราะฉะนั้น การให้ข้อมูลและทางเลือกที่ดีที่สุดกับผู้เดินทางนั้นสำคัญมาก



Smart Mobility กับการปรับตัวร่วมกันของคนในเมือง

การเริ่มต้นอะไรต้องถูกจริตกับคนและอาศัยระยะเวลาด้วย ยกตัวอย่าง ในกรุงเทพฯ เราเห็นคำว่า “อัจฉริยะ” มาหลายที่ เช่น สัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ หรือจุดจอดแท็กซี่อัจฉริยะ แต่มันเกิดไม่ได้ผล ก็อาจทำให้ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ที่ต้องใช้เวลานานมากในการฟื้นกลับมา ดังนั้น ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ เมืองเราจะกลายเป็น Smart Mobility ได้เลยจากระบบเทคโนโลยี แต่เทคโนโลยีต้องทำงานได้อย่างประสบความสำเร็จและช่วยยกคุณภาพชีวิตคนในสังคม อีกประเด็นสำคัญคือ เรื่องการจราจรและการขนส่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาในการปรับตัว และค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่ทุกคน เพราะไม่ใช่สิ่งที่ซื้อมาแล้วใช้เพียงคนเดียว เหมือนสมาร์ทโฟนที่สามารถเข้ามาแทนที่โทรศัพท์บ้านได้เลย หรือรถยนต์ที่เข้ามาแทนที่รถม้า แต่เป็นเรื่องที่คนจำนวนมากต้องใช้ร่วมกัน จึงจำเป็นต้องใช้เวลาให้คนเกิดการปรับตัว

หนทางหนึ่งของการยกระดับ Smart City คือระบบ Share Mobility

ในอนาคตเราอาจมีระบบการใช้รถยนต์ร่วมกันอย่างกว้างขวาง ทำให้ไม่จำเป็นต้อง ซื้อรถยนต์ส่วนตัวเพื่อขับไปทำงานแค่ 3 ชั่วโมงต่อวัน แต่สามารถเดินออกจากบ้านไปใช้ระบบแชร์รถแล้วขับไปทำงาน ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนน ส่งผลดีต่อการจราจรในเมือง นั่นหมายถึงทั้งเมืองและผู้เดินทางต่างมีความ Smart มากยิ่งขึ้น
 
บทบาทของ Smart Mobility ต่อธุรกิจไมซ์

Smart Mobility ช่วยเหลือ MICE City ได้แน่นอน รศ. ดร.สรวิศ กล่าว

โดยส่วนใหญ่แล้ว นักเดินทางไมซ์ คือกลุ่มคนกลุ่มใหญ่จำนวนหนึ่งที่เข้ามาอาศัยหรือทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในเมืองๆนั้น ในเวลาเพียงชั่วคราวและจำกัด กลุ่มคนพวกนี้มีความต้องการเมืองที่มีความเป็น Smart Mobility ที่สามารถอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้พวกเขาได้ มากกว่าคนไทยที่อาศัยอยู่ถาวรและคุ้นเคยกับการเดินทางแบบเดิมๆ

“เวลาเราพูดถึงกรุงเทพฯ ผมมักพูดถึงประชาชนที่เดินทางเป็นประจำ และมีความคุ้นเคยกับพื้นที่ ซึ่งนักเดินทางไมซ์จะกระทำในลักษณะที่ตรงข้ามกับคนในท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าให้เลือกระหว่าง การเรียกรถในแอปพลิเคชันซึ่งเป็นสิ่งที่นักเดินทางไมซ์คุ้นเคย กับการเดินออกไปเรียกรถแท็กซี่ริมถนน คนกลุ่มนี้จะเลือกใช้แอป เพราะคุ้นเคย สะดวกสบาย และมีเชื่อมั่นมากกว่า แสดงให้เห็นว่า คนกลุ่มนี้ต้องการ Special Treatment ที่ต้องมี และพร้อมให้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน MICE City ซึ่งหากมี Smart Mobility ที่ดีแล้วจะทำให้คนกลุ่มนี้ได้เดินทางท่องเที่ยว สัมผัสวัฒนธรรม เป็นการกระจายรายได้ไปสู่ภาคส่วนอื่น ๆ อีกมาก”


MAAS หรือ “Mobility As a Service”

MAAS (มาส) คือ แนวคิดที่กำลังนิยมใช้ในการพัฒนาเมืองไปสู่ความเป็น Smart City นี่คือระบบการเดินทางที่รวบรวมเอาบริการทุกอย่างของการขนส่งมาอยู่ในแอปพลิเคชั่น ซึ่งเจ้าของแนวคิดนี้คือ Sampo Hietanen นักธุรกิจชาวฟินแลนด์ปัจจุบันเขาเป็น CEO ของ MaaS Global บริษัทที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนทั้งของภาครัฐ และเอกชนเข้าด้วยกันผ่านแอปพลิเคชั่น Whim โดยผู้ใช้บริการจะสามารถตัดสินใจ และวางแผนการเดินทางของตัวเองในรูปแบบที่สะดวก รวดเร็ว และพึงพอใจที่สุด ให้ความสำคัญต่อความสะดวกสบายที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง โดยไม่เกี่ยงว่าใช้รูปแบบหรือยานพาหนะแบบไหนในการเดินทาง

MASS สามารถนำไปใช้กับ MICE City เพื่อตอบสนองความต้องการของนักเดินทางไมซ์ที่มีความต้องการเฉพาะได้ และหากในอนาคตประเทศไทยทำได้ Mobility จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูทางเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาให้เกิด Smart Mobility ทุกจังหวัด แล้วเราจะได้เห็นภาพคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี


ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ การสัญจรอัจฉริยะ เพิ่มเติมได้ที่

https://elibrary.tceb.or.th/getattachment/a14e01ec-3adb-4525-8081-6042422cf32e/6011.aspx
 
 

Recently Blog

Smart Venue…
The Next Solution for MICE
ยกระดับงานอีเวนต์ยุคดิจิทัล
ด้วยสถานที่จัดงานอัจฉริยะ

MICE Intelligence Team

Smart Venue นับเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลัก ที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจและน่าดึงดูดใจให้แก่ผู้ร่วมงาน และเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ผู้จัดงานต้องคำนึงถึง

แนวคิดนวัตกรรมเพื่อชุมชน
ด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์ม
กับยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์

MICE Intelligence Team

“โครงการธนบุรีมีคลอง” คือ โครงการออกแบบพัฒนาเมืองอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนในพื้นที่เขตธนบุรี ออกแบบโดยการผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัล สร้างแพลตฟอร์มโมเดลเพื่อพัฒนา และแก้ปัญหาสังคมในพื้นที่คลองธนบุรี

Social Innovation นวัตกรรม
ทางสังคม กับบทบาทที่กำลัง
มีอิทธิพลมากขึ้น
ต่ออุตสาหกรรมไมซ์ในยุคดิจิทัล

MICE Intelligence Team

นวัตกรรมสังคม ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยเพิ่มโอกาสของผู้ประกอบการขนาดเล็กให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ช่วยในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และเพิ่มทางเลือกให้แก่กลุ่มลูกค้าไมซ์