อุตสาหกรรมการบินคืออุตสาหกรรมสำคัญที่เป็นประตูสู่การเดินทางของทุก ๆ ธุรกิจ แต่สถานการณ์ปัจจุบันทำให้หลายประเทศประกาศปิดน่านฟ้าหรืองดให้บริการการบินเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจการบิน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563ทีเส็บจึงได้จัดงานสัมมนาออนไลน์ เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านในวงการการบินมาแลกเปลี่ยนถึงแนวทางมาตรการการบินหลังจากนี้

  • ดร.จุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)
  • คุณสันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย
  • คุณปณิธี มงคลหัตถี ผู้จัดการแผนกลูกเรือ สายการบินนอร์วิเจียน

โดยมีคุณนิชาภา ยศวีร์รองผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เป็นผู้นำเสวนา และดำเนินรายการโดยคุณประชุม ตันติประเสริฐสุข อุปนายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย)


มาตรการการบินจะเปลี่ยนไป
ดร. จุฬา จาก กพท. กล่าวว่า ระเบียบการบินที่ กพท. ประกาศใช้จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ โดยยึดมาตรการจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก และแต่ละประเทศมีมาตรการการบินแตกต่างกันเพราะลักษณะการแพร่ระบาดของโรคต่างกัน ทั้งนี้มาตรการต่าง ๆ ล้วนออกมาเพื่อจุดประสงค์หลักคือลดการแพร่ระบาดของโรคภายในประเทศ
 
แรกเริ่ม กพท.ประกาศมาตรการให้คัดกรองผู้โดยสารขาเข้าก่อน แต่เมื่อสถานการณ์แย่ลงจึงประกาศห้ามอากาศยานบินเข้าประเทศ แต่บินออกได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับ Cargo ขนส่งสินค้า เนื่องจากเครื่องบินพลเรือนส่วนใหญ่อาศัยการขนสินค้ามาพร้อมกับผู้โดยสาร เมื่อประกาศห้ามบินเข้าอาจจะทำให้เกิดปัญหากับธุรกิจต่าง ๆ จึงต้องสำรองเที่ยวบินขาออกไว้ด้วย
 
กรณีที่ผ่อนปรนให้บินได้บ้างแล้ว กพท. คาดว่ายังต้องรอประกาศจากกระทรวงสาธารณสุขก่อน มาตรการบางอย่างอาจทำได้จริงในทางทฤษฎีแต่จะเป็นปัญหากับต้นทุนของสายการบิน จึงต้องปรับเปลี่ยนไปตามหน้างาน สถานการณ์นี้เป็นครั้งแรกที่ทั้งโลกต้องรับมือ ดังนั้นก็ต้องเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน
 
มาตรการที่สนามบินตอนนี้คือ ตรวจอุณหภูมิของผู้โดยสาร ให้ผู้โดยสารทุกคนใส่หน้ากาก และรักษาระยะห่างทางสังคมเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและแพร่ระบาดของโรค
 
หลังจากงานเสวนาในวันที่ 21 เมษายน 2563 มีความเคลื่อนไหวในวงการบินเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อ่านเพิ่มเติมได้จาก
ประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย


แนวโน้มของธุรกิจการบิน
คุณสันติสุขจากไทยแอร์เอเชียกล่าวว่า สายการบินปฏิบัติตามข้อบังคับต่าง ๆ ที่รัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศเพื่อความสบายใจของผู้โดยสาร ส่วนเรื่องผลกระทบทางธุรกิจ แอร์เอเชียปิดเที่ยวบินไปประมาณ 15% ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ไวรัสเริ่มแพร่ระบาด เมื่อสถานการณ์ลุกลามมากขึ้น หลายประเทศก็มีมาตรการปิดประเทศ หรือเพิ่มเงื่อนไขในการเดินทาง เช่น เอกสารรับรองทางการแพทย์ จนกระทั่งสิ้นเดือนมีนาคม ประเทศไทยประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน วันที่ 1 เมษายน แอร์เอเชียจึงหยุดบินทั้งในและต่างประเทศ
 
ช่วงปลายเดือนเมษายนสายการบินต่าง ๆ พูดคุยกับ กพท.ว่าจะมีมาตรการอย่างไรบ้างเพื่อจะกลับมาบิน เป้าหมายหลักคือเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารที่ “มีความจำเป็น” จะต้องเดินทาง ใช้เครื่องบินประมาณ 10% จากทั้งหมดที่มี เดือนมิถุนายนก็คาดว่าสถานการณ์จะผ่อนคลายขึ้นและจะค่อย ๆ กลับมาบินได้ การกลับมาเพิ่มเที่ยวบินจะเริ่มจากในประเทศก่อน ส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศยังต้องรอประกาศทางจากทาง กพท. คาดว่าจะเป็นช่วงกรกฎาคมหรือสิงหาคม โดยจะเริ่มบินในประเทศที่พร้อมก่อน และต้องรอดูเงื่อนไขของแต่ละประเทศ เช่น จีนกับไทยมีเงื่อนไขกันอย่างไร จะรับนักเดินทางจากอีกประเทศเข้ามาได้ไหม หรือในประเทศใกล้ ๆ อย่างเวียดนามกับกัมพูชาก็อาจจะเปิดเส้นทางได้ก่อน โดยหวังว่าในไตรมาสสุดท้ายสถานการณ์จะดีขึ้น ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ
 
คุณสันติสุขกล่าวถึงการคาดการณ์จำนวนนักเดินทางที่จะเข้ามาในประเทศไทยจากหลายสำนัก เช่น Economic Intelligence Center (EIC) ของธนาคารไทยพาณิชย์คาดว่าจะมีนักเดินทางเข้ามาประมาณ 13 ล้านคน จากเดิม 40 ล้านคน ขณะที่ ททท. คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจะเหลือ 16 ล้านคน ก็เป็นตัวชี้วัดหนึ่งว่านักเดินทางน่าจะหายไปมากกว่าครึ่ง ธุรกิจการบินก็น่าจะล้อไปกับจำนวนนักเดินทางที่เข้ามาในประเทศ
 
ส่วนการเดินทางในประเทศก็ดูมีแนวโน้มที่ดี การท่องเที่ยวในประเทศอาจจะฟื้นขึ้นมาได้เร็วกว่า แต่จำนวนนักท่องเที่ยวในระยะสั้นน่าจะหายไปกว่าครึ่ง
 
“ถึงหลายสำนักจะมองว่าสายการบินจะฟื้นตัวช้า แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าตัวสายการบินจะยอมรับสถานการณ์ได้หรือเปล่า เราเห็นว่าที่ผ่าน ๆ มาถ้าสถานการณ์คลี่คลายทุกอย่างจะกลับมาอย่างรวดเร็ว ถ้าคิดว่ามันจะฟื้นตัวช้าก็ สายการบินก็จะทำงานแบบหนึ่ง แต่ถ้าสายการบินคิดว่าอยากกลับมาเร็วก็จะทำงานอีกแบบเพื่อให้ฟื้นกลับมาได้เร็ว ทำงานเชิงรุกมากขึ้นเพื่อดึงนักเดินทางกลับมา” คุณสันติสุขแนะนำ
 
อย่างไรก็ตาม จำนวนที่นั่งที่หายไปก็มีผลต่ออัตราค่าโดยสาร โดยปกติแล้วค่าโดยสารเครื่องบินคิดเป็นรายที่นั่ง การปิดที่นั่งโซนกลางเพื่อสร้างความมั่นใจทำให้ที่นั่งหายไปประมาณ 30% ระบบทำราคาของสายการบินจึงเสียหาย ค่าโดยสารสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น สายการบินยังมีต้นทุนค่าแรงลูกเรือเท่าเดิม ทั้งนักบินและลูกเรือบนเครื่อง ซึ่งต้องมีจำนวนตามขั้นต่ำที่ระเบียบของ กพท.กำหนดไว้ จำนวนลูกเรือไม่ได้แปรผันตามจำนวนผู้โดยสาร แต่เป็นจำนวนประตูบนเครื่อง นั่นแปลว่าแม้บนเครื่องจะมีผู้โดยสารไม่ถึง 50% ก็ยังต้องมีลูกเรืออย่างน้อย 4 คน สำหรับกรณีฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้โดยสาร ราคาน้ำมันที่ถูกลงก็ไม่ได้มีผลทันทีกับธุรกิจการบิน เพราะปกติแล้วสายการบินจะประกันราคาน้ำมันไว้ล่วงหน้า ไม่ได้ซื้อเป็นรายวัน ดังนั้น ต้นทุนการบินจึงเท่าเดิม แต่รายได้ลดลง ซึ่งไม่เป็นผลดีในระยะยาว


ธุรกิจการบินปรับตัวรับ New Normal ลดการสัมผัส เพิ่มระยะห่างทางสังคม
การจัดการและบริการในภาคพื้นดิน ดร.จุฬาเน้นถึงบริเวณอาคารผู้โดยสารของสนามบิน หลัก ๆ คือต้องรักษาระยะห่างทางสังคมเพื่อป้องกันการระบาด ตั้งแต่เคาน์เตอร์เช็กอิน บนรถชัตเทิลบัส หรือระหว่างปล่อยผู้โดยสารขึ้นไปบอร์ดดิง (Boarding) ส่วนมาตรการเพื่อความปลอดภัยอื่น ๆ ยังเหมือนเดิม
 
ขณะที่ฝั่งสายการบินอย่างไทยแอร์เอเชียดำเนินนโยบาย Contactless มานานแล้ว ซึ่งสอดรับกับสถานการณ์ช่วงนี้พอดี “จริง ๆ สายการบินทำมานานแล้ว ตั้งแต่จองตั๋วออนไลน์ เช็กอินผ่านเว็บไซต์หรือ Kiosk ตอนนี้ Kiosk ของสายการบินไม่ต้องสัมผัสแล้ว เช็กอินผ่านมือถือแล้วสแกน QR code เช็กอิน ปรินท์แท็กกระเป๋าได้เอง ติดได้เองแล้วไป drop เฉย ๆ ไม่จำเป็นต้องไปที่เคาน์เตอร์ ถึงขึ้นเครื่องก็ไม่จำเป็นต้องเจอใครแล้ว ใช้เว็บเช็กอินแสดงให้พนักงานดูเพื่อขึ้นเครื่องได้เลย” คุณสันติสุขกล่าว
 
ส่วนลูกเรือบนเครื่องบินก็มีอุปกรณ์ป้องกันครบครัน ไม่ขายที่นั่งโซนกลางเครื่องเพื่อเว้นระยะห่างบนเครื่องให้เป็นไปตามที่ กพท. กำหนด งดการจำหน่ายอาหารบนเครื่องเพื่อลดการถอดหน้ากาก
 
อย่างไรก็ตาม ดร.จุฬากล่าวว่า มาตรการต่าง ๆ ล้วนเปลี่ยนแปลงได้ สถานการณ์ตอนนี้คือต้องการให้คนมั่นใจว่าการเดินทางทางอากาศปลอดภัย ปลอดโรค ให้ผู้โดยสารมั่นใจบนเครื่องบิน และลูกเรือมั่นใจว่ามาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ทำให้เขาเดือดร้อนไปกว่าที่เป็นในปัจจุบัน ถ้ามาตรการไหนทำไม่ได้จริงก็จะปรับไป
 
ในส่วนงานบริการของสายการบิน คุณปณิธี จากสายการบินนอร์วิเจียนกล่าวว่า ประการแรกผู้โดยสารต้องเข้าใจก่อนว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ปกติ และต้องทำให้ผู้โดยสารมั่นใจว่าลูกเรือรับมือสถานการณ์ได้ การบริการมีข้อจำกัดในการสัมผัสตัว ซึ่งต้องสื่อสารอย่างจริงใจกับผู้โดยสารว่า การลดการใกล้ชิดหรือสัมผัสกันนั้นล้วนทำเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร นอกจากนี้ยังระบุเพิ่มเติมว่า การสื่อสารคือสิ่งสำคัญที่สุด ต้องชี้แจงมาตรการต่าง ๆ ให้ชัดเจน เพื่อทำให้ผู้โดยสารมั่นใจที่จะเดินทาง
 
ดร.จุฬากล่าวว่า Physical distancing บนเครื่องบินทำกันน้อย แต่ที่ทำตอนนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้โดยสาร เพราะโดยปกติเครื่องบินก็มีเครื่องกรองอากาศอย่างที่คุณสันติสุขกล่าวไป ซึ่งสายการบินรู้ แต่ผู้โดยสารก็ยังมีความกังวล อีกทั้งยังมีเรื่องระยะเวลาของเที่ยวบินที่เป็นปัจจัยสำคัญ บางทีการเปลี่ยนกริยาก็เพิ่มความเสี่ยงได้ เช่น เผลอหลับแล้วศีรษะไปสัมผัสคนข้าง ๆ จึงยังจำเป็นต้องรักษาระยะห่างเท่าที่ทำได้ ช่วงนี้เลยเป็นช่วงทดลองว่าอะไรดีหรือไม่ดี กพท. ก็พยายามหาวิธีที่ให้สายการบิน แต่ต้องปรึกษากับทางการแพทย์เพื่อความมั่นใจ


โอกาสในยามวิกฤติ
“Don’t waste the crisis อย่าปล่อยให้วิกฤตผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย” –– คุณสันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย
 
แม้จะเป็นช่วงยากลำบากของอุตสาหกรรมการบิน แต่ก็ยังมีโอกาสหลาย ๆ อย่าง คุณสันติสุขชี้ให้เห็นว่า นี่จะเป็นโอกาสในการปรับโมเดลการตลาดเพื่อรองรับนักเดินทางหลังโควิด-19
 
มีแนวโน้มที่นักเดินทางหลังจากนี้จะเป็นนักเดินทางแบบ FIT มากขึ้น ผลิตภัณฑ์ของสายการบินหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเดินทางจึงควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่นักเดินทาง Personalize ทริปของตนเองได้ เช่น นอกจากนี้นักเดินทางจะเลือกท่องเที่ยวชุมชนมากขึ้น เพราะชุมชนเล็ก ๆ มีแนวโน้มจะจัดการเรื่อง Hygiene ได้ดีกว่า อีกทั้งนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่หายไปก่อนหน้านี้ ช่วยให้แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติได้ฟื้นฟู น่าจะใช้ตรงนี้เป็นโอกาสผลักดันให้การท่องเที่ยวชุมชนหรือท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เป็น New Normal ได้
 
การท่องเที่ยวเดินทางไม่มีอะไรมาทดแทนได้ อย่างไรคนก็จะกลับมาเดินทางอีกครั้ง ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันแก้ปัญหา คุณสันติสุขกล่าวว่ามุมมองต่อปัญหาตอนนี้เป็นสิ่งสำคัญ ประเทศยังต้องการนักเดินทาง ทุกส่วนจึงต้องเตรียมพร้อมรับนักเดินทางท่องเที่ยวที่จะเข้ามา ทำให้นักเดินทางมั่นใจที่จะบินอีกครั้ง และผู้โดยสารก็อย่าหยุดที่จะเดินทาง
 
เพราะสุดท้ายแล้วการเดินทางไปยังสถานที่หนึ่ง เพื่อประสบพบเจอกับเรื่องราวต่าง ๆ ซึมซับความมีชีวิตของคน ก็ยังเป็นประสบการณ์ที่โลกออนไลน์หรือสื่อใด ๆ เทียบเคียงไม่ได้
 
Source: 
Aviation New Protocol: When We Fly Again

Recently Blog

ไมซ์ทั่วไทย:
กระตุ้นเศรษฐกิจไทย
ด้วยไมซ์ในประเทศ

MICE Intelligence Team

เมื่อการเดินทางในประเทศคือเป้าหมายแรก ไมซ์ไทยในแต่ละภูมิภาคจะปรับตัวกับโอกาสนี้อย่างไร ภาครัฐจะมีนโยบายส่งเสริมใดบ้าง มาติดตามบทสัมภาษณ์จากคุณศุภวรรณ ตีระรัตน์ รองผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ

Recap: Webinar
‘AVIATION NEW PROTOCOL:
When We Fly Again’

MICE Intelligence Team

สัมมนาออนไลน์ ‘AVIATION NEW PROTOCOL: When We Fly Again’ อัดแน่นด้วยข้อมูลจาก 3 วิทยากรในแวดวงการบินที่มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนในประเด็นสำคัญ ทั้งมาตรการการบินที่จะเปลี่ยนไปหลังจากนี้ แนวโน้มธุรกิจการบิน ธุรกิจการบินจะปรับตัวรับ New Normal อย่างไร และโอกาสที่ธุรกิจการบินต้องคว้าไว้ในสถานการณ์ตอนนี้ อ่านเต็ม ๆ ได้ที่นี่

Recap
MICE Intelligence Talk #3
VIRTUAL EVENTS:
สร้างโอกาสไมซ์ไทยผ่านโลกดิจิทัล

MICE Intelligence Team

ผ่านพ้นไปแล้วกับซีรีส์เว็บบินาร์ครั้งที่สองจาก TCEB โดย MICE Intelligence Center ในหัวข้อ VIRTUAL EVENTS: สร้างโอกาสไมซ์ไทยผ่านโลกดิจิทัล เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา ผ่านมุมมองและประสบการณ์จริงจากวิทยากรทั้ง 4 ท่าน