สรุปโดย AI
Festival Economy เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น ประเทศ และระดับนานาชาติ ผ่านงานเทศกาลหลากหลายรูปแบบ เช่น ดนตรี อาหาร วัฒนธรรม
เพื่อพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางจัดงานระดับนานาชาติ จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากร
Festival Economy สามารถต่อยอดเป็น Festival Tourism ได้ เพราะนักเดินทางต้องการสัมผัสวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประสบการณ์ท้องถิ่นผ่านงานเทศกาลที่มีเอกลักษณ์
สิงคโปร์เป็นตัวอย่างสำเร็จของ Festival Economy ผ่านความร่วมมือรัฐบาล-เอกชน มีงานตลอดทั้งปี และได้ข้อตกลงกับ Taylor Swift ดึงนักท่องเที่ยวกว่า 200,000 คน รายได้เข้าประเทศกว่า 14,000 ล้านบาท
ไทยมีศักยภาพด้านสถานที่หลากหลาย ความคุ้มค่าในการเดินทางและที่พัก ธรรมชาติสวยงาม และวัฒนธรรมไทย ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม เช่น Songkran 2024 คาดสร้างรายได้ 24,420 ล้านบาท จากคนไทย 4,299,500 คน และต่างชาติ 510,000 คน พร้อมงาน Siam Songkran Music Festival และ S2O
Event Tourism Market Outlook 2024 ระบุ 2023 มูลค่า 1.63 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่า 2034 จะถึง 2.38 ล้านล้านดอลลาร์
กระแสความนิยมการท่องเที่ยวเชิงกิจกรรม อย่างงานเทศกาลและคอนเสิร์ต กำลังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและได้ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในหลายประเทศหลังจากสถานการณ์โควิด 19 โดยนับเป็นโอกาสที่สำคัญของประเทศไทยในการนำจุดแข็งด้านวัฒนธรรมมาต่อยอดเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการจัดงานเทศกาล (Festival Economy) ตลอดจนได้แสดงศักยภาพในการจัดงานที่หลากหลายของประเทศไทยที่มีความพร้อมในการเป็นจุดหมายของการจัดกิจกรรมระดับโลก
Key takeaways
“เศรษฐกิจเทศกาล" หรือ "Festival Economy" เครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ ผ่านการจัดงานเทศกาลหลากหลายรูปแบบ เช่น งานเทศกาลดนตรี งานเทศกาลอาหาร งานเทศกาลวัฒนธรรม ซึ่งมีศักยภาพดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่าย ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในท้องถิ่น
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กลยุทธ์ Festival Economy เพื่อผลักดันให้ประเทศเป็นจุดหมายปลายทางในการจัดงานและเทศกาลนานาชาติ จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพของเมือง โครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร
“Festival Economy” สามารถต่อยอดไปสู่การเป็น “Festival Tourism” ได้ในอนาคตได้ เนื่องจากนักเดินทางยุคใหม่ต้องการมากกว่าแค่การเที่ยวชมสถานที่ แต่พวกเขาต้องการสัมผัสวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประสบการณ์ท้องถิ่นผ่านงานเทศกาลที่มีเอกลักษณ์

Festival Economy “เมื่อเศรษฐกิจดีได้ด้วยงานเทศกาล”
"เศรษฐกิจเทศกาล" หรือ "Festival Economy" ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ ผ่านงานเทศกาลหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นงานเทศกาลดนตรี งานเทศกาลอาหาร งานเทศกาลวัฒนธรรม และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งนี้ นอกเหนือจากความสนุกสนาน และความประทับใจที่ผู้เข้าร่วมงานได้รับ ความสำเร็จของงานเทศกาลยังสามารถวัดได้จากมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ และรายได้จำนวนมากที่กระจายไปยังผู้ประกอบการในท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กลยุทฺธ์ Festival Economy เพื่อผลักดันให้ประเทศเป็นจุดหมายปลายทางในการจัดงานและเทศกาลนานาชาติ จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพของเมือง โครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร ตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการสร้าง Festival Economy จากการจัดงานคอนเสิร์ตของศิลปินระดับโลก แม้ว่าจะมีภูมิประเทศเป็นเกาะขนาดเล็ก ไม่ได้มีทรัพยากรและจุดเด่นด้านวัฒนธรรมที่เด่นชัดมากนัก แต่ด้วยการสนับสนุนและความร่วมมือของรัฐบาลและภาคเอกชน สามารถผลักดันให้สิงคโปร์มีงานเทศกาลเกิดขึ้นตลอดทั้งปี ทั้งทางการแข่งขันด้านกีฬา การจัดแสดงสินค้านานาชาติ รวมไปถึงการจัดงานคอนเสิร์ตของศิลปินระดับโลกที่พบเห็นอยู่บ่อยครั้ง

โดยล่าสุดรัฐบาลสิงคโปร์ได้บรรลุข้อตกลงกับทาง Taylor Swift นักร้องชื่อดังชาวอเมริกัน ในการเดินทางมาจัดคอนเสิร์ตในประเทศ ส่งผลให้มีนักเดินทางทั่วโลกกว่า 200,000 คน เดินทางเข้าร่วมชมคอนเสิร์ต ทำให้ยอดจองตั๋วเครื่องบินและที่พักในสิงคโปร์สูงขึ้นหลายเท่าตัว สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศรวมกว่า 14,000 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากความพร้อมของประเทศสิงคโปร์ ทั้งด้านสถานที่ซึ่งรองรับการจัดงานในทุกรูปแบบ ความสะดวกของการคมนาคมและขนส่งสาธารณะ ความปลอดภัย และการสนับสนุนงบประมาณในการจัดงานจากหน่วยงานภาครัฐอย่าง Singapore Tourism Board (STB) ภายใต้กระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม (Ministry of Trade and Industry) ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและผลักดันให้สิงคโปร์เป็น Entertainment Hub ศูนย์กลางแห่งกิจกรรมและความบันเทิงของเอเชีย

ในส่วนของประเทศไทย ช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้มีศิลปินดังทั้ง Coldplay และ Ed Sheeran เข้ามาจัดคอนเสิร์ต และสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศไทยกว่า 4-5 พันล้านบาท โดยได้เลือกสถานที่จัดแสดงอย่างราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งเป็นสนามกีฬากลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และใหญ่เป็นอันดับ 17 ของเอเชีย สามารถรองรับผู้เข้าชมภายในอาคาร 80,000 คน และอัฒจันทร์อีกกว่า 51,500 ที่นั่ง ซึ่งนอกจากการจัดงานคอนเสิร์ต ประเทศไทยยังมีศักยภาพและได้เปรียบในเรื่องของพื้นที่การจัดงานที่เป็นพื้นที่โปร่ง โล่ง และมีขนาดกว้างขวาง จากตัวอย่างการจัดงานเทศกาลดนตรีทั่วประเทศไทย และเทศกาลประเพณีไทยต่าง ๆ มากมาย เช่น Wonderfruit, Big Mountain Music Festival , E-san Music Festival, งานเทศกาลยี่เป็ง เป็นต้น ล้วนแต่จัดงานบนพื้นที่กว้างขวาง เพื่อต้อนรับผู้เข้าร่วมงานทั้งไทย และต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลก จึงกล่าวได้ว่าประเทศไทยมีความพร้อมในเรื่องของสถานที่การจัดงานที่หลากหลาย สามารถรองรับการจัดงานทั้งงานคอนเสิร์ต และการจัดงานเทศกาล
ไม่เพียงเท่านั้นประเทศไทยยังถือว่าได้เปรียบในเรื่องของความคุ้มค่า ด้านค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้ามาร่วมงาน ที่พัก อาหาร เป็นต้น รวมทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงาม สิ่งเหล่านี้เป็นการยืนยันถึงความพร้อมในการเป็นเมืองเป้าหมายของกิจกรรมไมซ์หรือกิจกรรมที่มีความสำคัญในภูมิภาคและระดับนานาชาติต่อไป ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการเป็นสถานที่จัดงานที่ครอบคลุมทุกประเภท ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างแรงขับเคลื่อนให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางของการจัดงานไมซ์ระดับโลก

ศักยภาพของประเทศไทยในการสร้าง “มรดกทางเศรษฐกิจ” ผ่านงานเทศกาล สำหรับประเทศไทยที่มีต้นทุนวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นภาพจำที่สามารถสื่อสารกับคนทั่วโลก ซึ่งสามารถนำมาเป็นจุดแข็งต่อยอดการจัดงานเทศกาลที่สร้างสรรค์ได้ในหลากหลายรูปแบบ เช่น เทศกาลสงกรานต์ของไทยที่มีการสืบสานกันมาอย่างยาวนาน โดยในปี 2024 คาดว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะช่วยสร้างรายได้ในประเทศถึง 24,420 ล้านบาท จากชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศประมาณ 4,299,500 คน สร้างรายได้หมุนเวียนประมาณ 15,660 ล้านบาท และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยประมาณ 510,000 คน ซึ่งสร้างรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 8,760 ล้านบาท

โดยนอกจากประเพณีดั้งเดิมที่ยังคงรักษาไว้ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัติของไทยอย่างการสรงน้ำพระ การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ยังได้ผสมผสานความทันสมัย และต่อยอดรูปแบบการจัดงานให้เข้ากับบริบทปัจจุบันมากขึ้น ตัวอย่างเช่น งานเทศกาลดนตรี SIAM Songkran Music Festival ได้จัดต่อเนื่องกันมาหลายปี ภายใต้คอนเซปต์ “Siam Culture” เป็นการแสดงดนตรี EDM ที่รวบรวมดีเจชื่อดังระดับโลกมาไว้ที่ประเทศไทย หรือการจัดงาน “S2O Songkran Music Festival” ได้เปลี่ยนงานเทศกาลสงกรานต์ดั่งเดิมให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความบันเทิง Entertainment Platform โดยมีการนำนวัตกรรมเทคนิคน้ำ 360 องศา ที่จะสาดความเปียกไปทุกตารางนิ้ว พร้อมด้วยการสร้างเอฟเฟกต์ใหม่ ๆ ที่เข้ามาสร้างประสบการณ์ Unique Experience ในทุกสัมผัส ซึ่งสามารถดึงดูดนักเดินทางได้ทั่วโลก และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทยได้อย่างมหาศาล

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความเป็นไทย” (Thainess) คือเสน่ห์ที่ดึงดูดให้นักเดินทางทั่วโลกอยากเดินทางมาสัมผัสซี่งงานเทศกาลต่าง ๆ ของไทยได้ผสมผสานความสนุกสนาน ความบันเทิง และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สอดรับกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน จากการสำรวจพฤติกรรมการเดินทางของชาวไทยโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่า กลุ่ม Gen-Y และ Gen-Z ให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่แปลกใหม่ และนิยมท่องเที่ยวด้านดนตรี และการแสดงมากกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น ในขณะที่กลุ่ม Silver Age และกลุ่ม Gen-X มีความสนใจในการเข้าร่วมเทศกาลที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมประเพณีไทย โดยที่นักท่องเที่ยวที่จะเข้าร่วมงานเทศกาลกว่า 83.20% ยังนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวรอบ ๆ ที่จัดงานก่อนหรือหลังร่วมกิจกรรมอีกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์และเป็นโอกาสที่ทุกภาคส่วนตั้งแต่ภาครัฐ เอกชน ตลอดจนผู้ประกอบการและชุมชนจะร่วมมือกันต่อยอด และผลักดันการจัดงานเทศกาลไทยให้ตอบโจทย์นักเดินทางสายเทศกาลด้วยความเข้าใจ ผ่านการออกแบบกิจกรรมที่หลากหลาย ตรงกับความสนใจ และความคาดหวังของนักเดินทาง

“Festival Economy” จึงเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์แปลกใหม่และน่าจดจำ ซึ่งผลสำรวจจาก Event Tourism Market Outlook 2024 ชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่าสนใจของการท่องเที่ยวเชิงกิจกรรมซึ่งรวมถึงการจัดเทศกาล การจัดงานคอนเสิร์ต และการแข่งขันกีฬา โดยในปี 2023 มีมูลค่าถึง 1.63 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะมีมูลค่าตลาดโดยรวมสูงถึง 2.38 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2034 แนวโน้มดังกล่าวแสดงทิศทางของตลาดที่รองรับการเติบโตของงานเทศกาลทั่วโลก ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การเป็น “Festival Tourism” ในอนาคตได้
MICE Outlook สัปดาห์หน้า เราจะขอพาทุกท่านมาร่วมเจาะลึกประเด็นของการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับประสบการณ์การจัดงานเทศกาล เพื่อช่วยเสริมสร้างบรรยากาศ และประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น ตลอดจนสร้างประสบการณ์การเชื่อมโยงระหว่างผู้เข้าร่วมงานกับกิจกรรมภายในงาน ต้องไม่พลาดที่จะพบกับเนื้อหาเข้มข้นที่ครอบคลุมทุกแง่มุม
